จำนวนผู้ชม


วันนี้ : 1,521
ทั้งหมด : 2,369,797

ประมวลภาพกิจกรรมศูนย์การเรียนรู้

อัลบั้ม : “อาศีส ”จุฬาราชมนตรีคนที่18 ความภูมิใจของคนใต้

แม้วิกฤตการณ์ "สงครามกลางเมือง" ในกรุงเทพฯจะร้อนแรงเพียงใด แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าประเด็นที่พูดถึงกันมากไม่แพ้กันในสังคมมุสลิมขณะนี้ก็ คือ การสรรหาจุฬาราชมนตรีคนที่ 18 แทน นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ อดีตจุฬาราชมนตรีที่ถึงแก่อนิจกรรม
 
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 พ.ค.2553 ที่ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ คลอง 9 จ.ปทุมธานี คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 39 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 716 คน จากทั้งหมด 751 คน ทะยอยไปลงทะเบียนเข้าร่วมการประชุมครั้งประวัติศาสตร์เพื่อเลือกจุฬา ราชมนตรีคนใหม่ โดยมี นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาจุฬาราชมนตรี นายมงคล สุระสัจจะ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการปกครอง และผู้แทนเอกอัครราชทูตประเทศมุสลิมเข้าร่วมสังเกตการณ์

ทั้งนี้ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดได้เสนอชื่อผู้เข้ารับการสรรหาเป็นจุฬา ราชมนตรีอย่างกว้างขวางถึง 9 คน ประกอบด้วย นายสมาน มาลีพันธ์ นายอาศีส พิทักษ์คุมพล นายวินัย สะมะอูน นายอรุณ อีซอ นายอรุณ บุญชม นายอิมรอน มะลูลีม นายทวี นภากร นายทองคำ มะหะหมัด และนายอรุณ วันแอเลาะห์

อย่างไรก็ดี ตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 และกฎกระทรวง ระบุว่า หากมีผู้ได้รับการเสนอชื่อเกิน 3 คน จะต้องใช้วิธีสรรหา โดยการจับสลากเลือกตัวแทนจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด จังหวัดละ 1 คนเป็นกรรมการสรรหา เพื่อสรรหาผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เหลือเพียง 3 คนโดยวิธีลงคะแนนลับ เมื่อได้ 3 ชื่อแล้ว ก็เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดลงคะแนนต่อไป

ปรากฏว่า 3 ชื่อสุดท้าย ได้แก่ นายอาศีส นายทวี และนายสมาน

ผลการลงคะแนนปรากฏว่า นายอาศีส พิทักษ์คุมพล ได้รับเลือกเป็นจุฬาราชมนตรีคนใหม่ โดยได้คะแนนสนับสนุนถึง 423 คะแนน หลังจากนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรีต่อไป

 

เปิดปูมจุฬาราชมนตรีคนใหม่

อนึ่ง นายอาศีส เป็นตัวแทนจากภาคใต้คนแรกที่ได้รับเลือกเป็นจุฬาราชมนตรี โดยเขาเป็นชาว จ.สงขลา อายุ 63 ปี ปัจจุบันเป็นรองประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นประธานชมรมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นยังเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วย

นายอาศีส เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากทั้งแวดวงราชการและภาคประชาชน ทั้งยังดำรงตำแหน่งสำคัญๆ มากมาย อาทิ ที่ปรึกษาสภาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ของศูนย์อำนวยการบริหาร จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เคยร่วมเป็นคณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์วันที่ 28 เม.ย.2547 (เหตุการณ์กรือเซะ) และเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2547 หรือเหตุการณ์ตากใบ

ผลงานล่าสุดที่โดดเด่นอย่างยิ่งก็คือ โครงการก่อสร้างมัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา งบประมาณกว่า 143 ล้านบาท ซึ่ง นายอาศีส เป็นแกนกลางคนสำคัญที่ทำให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจกันทั้งภาครัฐ ฝ่ายการเมือง ภาคเอกชน และประชาชน กระทั่งโครงการประสบความสำเร็จ

วอนจุฬาราชมนตรีให้ความสำคัญ“ไฟใต้”
สำหรับ ความรู้สึกของพี่น้องมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ที่มีต่อจุฬาราชมนตรีคนใหม่ นั้น เท่าที่ “ทีมข่าวอิศรา” สำรวจความคิดเห็นก็พบว่าส่วนใหญ่คาดหวังในตัวผู้นำสูงสุดในกิจการศาสนาอิส ลามของประเทศไทยกันไม่น้อยทีเดียว

นายอับดุลเลาะ ตาเยะ ชาว อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี กล่าวว่า จุฬาราชมนตรีนั้นถือเป็นอามีรฺ หรือผู้นำสูงสุดของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย ฉะนั้นจุฬาราชมนตรีจะต้องเป็นผู้ที่ยึดถือหลักการอย่างชัดเจน และสนองตอบการแก้ไขปัญหาของพี่น้องมุสลิม

“ผมอยากให้ท่านจุฬาราชมนตรีคนใหม่เพิ่มบทบาทการทำงานให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย โดยสร้างการมีส่วนร่วมและลงพื้นที่บ่อยๆ เพื่อจะได้ทราบสถานการณ์และรับรู้ถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน เพราะที่ผ่านมาประชาชนสามจังหวัดมองว่าจุฬาราชมนตรียังไม่มีบทบาทตรงนี้เท่า ที่ควร จากที่ได้พูดคุยกันในวงน้ำชา ชาวบ้านส่วนใหญ่รู้จักบทบาทของจุฬาราชมนตรีเพียงแค่การประกาศวันถือศีลอดและ วันรายอเท่านั้น ส่วนบทบาทอื่นที่สมควรจะมีมักไม่ค่อยมี”

“นอกจากนั้นยังอยากให้จุฬาราชมนตรีมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่ต้องไม่ผูกติดกับนักการเมือง มีความอิสระจากกลุ่มการเมืองต่างๆ และเดินหน้าเรื่องสินค้าฮาลาลให้ได้มาตรฐานสากล”

นางเจ๊ะรูฮาณี ลอแบลูวง แม่บ้านจาก ต.สะบารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ให้ความเห็นคล้ายๆ กันว่า อยากให้จุฬาราชมนตรีคนใหม่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดมากกว่าที่ผ่าน มา อย่าหลงในตำแหน่งจนไม่กล้าลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้ปัญหาและรับทราบข้อเท็จ จริง

นายอาดือนัน ซาการียา เด็กหนุ่มจาก อ.รามัน จ.ยะลา กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นคนสามจังหวัด ก็อยากให้จุฬาราชมนตรีสนใจปัญหาภาคใต้มากๆ และมีใจเป็นกลาง ร่วมแก้ไขปัญหาด้วยความเป็นธรรม

ภารกิจลดขัดแย้งทั้งระดับชาติและระดับพื้นที่
ขณะที่ อัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง นักวิชาการด้านสันติวิธี และอดีตกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) กล่าวว่า จุฬาราชมนตรีจะต้องเป็นแบบอย่างในหลักการของอิสลาม เป็นแบบอย่างในการบริหารกิจการอิสลามของประเทศและอุมมะฮฺ (ประชาชาติ) ด้วยความชาญฉลาด เสียสละ เข้มแข็ง ไม่โอนอ่อนตามกระแสการเมืองทั้งในและนอกประเทศ ไม่ยึดติดกับอำนาจ และไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องจากอำนาจหน้าที่ที่สูงส่งนี้ ที่สำคัญคือต้องมีภาวะผู้นำเพียงพอที่จะสามารถชี้นำหลักชัยแห่งอิสลามทั้งใน สังคมมุสลิมและสังคมทั่วไปได้อย่างไม่มีข้อสงสัย

 “อย่าได้มองและเข้าใจเอาเองว่าผู้ที่เป็นจุฬาราชมนตรีมีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมาย (พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540) เท่านั้น เพราะหน้าที่หลักที่แท้จริงคือการรักษา ปกป้อง เสริมสร้างศักดิ์ศรี และยกระดับดัรญัด (สถานภาพ) ความเป็นมุสลิมที่สมบูรณ์แบบบนหน้าแผ่นดินของพระองค์ต่างหาก”

“ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ จุฬาราชมนตรีจะต้องกล้าหาญในการชูธงความเป็นมุสลิมในประเทศนี้อย่างสม ศักดิ์ศรีและเต็มเปี่ยมด้วยเกียรติภูมิอันสูงสุด ด้วยวุฒิพิสัยที่ทรงคุณค่า ทัศนวิสัยที่กว้างไกลบนพื้นฐานความรู้ทางศาสนาอย่างแตกฉาน มือและความคิดจะต้องประสานสิบทิศ ลดสารพันความขัดแย้งของสังคมประเทศให้น้อยลงและหมดสิ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากคนในประเทศและโลกมุสลิมอย่างแท้จริง”

          นับเป็นความท้าทายของจุฬาราชมนตรีคนใหม่ในบริบทความขัดแย้ง...ทั้งในระดับชาติและจังหวัดชายแดนภาคใต้!

 Credit by : http://www.gimyong.com/

 




วันที่ : 16 มิ.ย. 2553 เวลา : 15:59:33